น้ำมันแพงแต่ลูกค้าเชื่อมั่น TOYOTA แห่จองรถในมอเตอร์โชว์

น้ำมันแพงแต่ลูกค้าเชื่อมั่น TOYOTA แห่จองรถในมอเตอร์โชว์ ยอดจองกลุ่ม Eco Car และ SUV ยังคงได้รับความนิยมสูง

โค้งสุดท้ายก่อนสิ้นสุดงาน บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ยอดจองรถยนต์หลายค่ายยังคงคึกคัก แม้จะยังไม่ถึงบทสรุปแต่แนวโน้มยอดจองยังคงสูงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะค่ายรถยนต์โตโยต้าเองที่ถือเป็นผู้นำ อย่างไรก็ตามท่ามกลางสภาวะสงคราม ปัญหาน้ำมันที่มีราคาสูงขึ้นก็ถือว่ามีผลกระทบกับรถยนต์ที่ใช้พลังงานฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ปัญหาเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยระยะสั้น ที่ทางโตโยต้าเองก็มองว่าลูกค้ายังให้ความสำคัญกับเรื่องของความคุ้มค่าในองค์ประกอบโดยรวมมากกว่า

ล่าสุดกับบทสัมภาษณ์ของสองผู้บริหารจากโตโยต้า คุณศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และคุณณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ออกมาให้ความกระจ่างและไขข้อข้องใจ รวมทั้งพูดถึงภาพรวมของโตโยต้าในงานมอเตอร์โชว์ ซึ่งมีหัวข้อที่น่าสนใจอะไรบ้างเชิญติดตามอ่านกันได้

คุณณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
คุณศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

 

Q: ภาพรวมยอดจองของ Toyota & Lexus ในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้เป็นอย่างไร และรุ่นไหนที่ถือเป็นหัวหอกสำคัญ?

A: จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 Toyota ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำด้วยยอดจองสะสมรวมทั้งสิ้น 6,888 คัน

โดยมีสัดส่วนยอดจองกระจายตัวครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ดังนี้:

กลุ่ม Eco-car & SUV (Yaris Ativ, Yaris Cross, Corolla Cross): มียอดจองประมาณ 3,300 – 3,400 คัน

กลุ่มรถกระบะ (Hilux Travo, Hilux Revo, Hilux Champ): มียอดจองประมาณ 2,000 คัน

กลุ่ม PPV (Fortuner, Land Cruiser FJ): มียอดจองประมาณ 850 – 900 คัน

Lexus: มียอดจองล่าสุด 75 คัน โดยมีรุ่น Lexus IS และรถยนต์ไฟฟ้า Lexus RZ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

สำหรับ “รุ่นที่เป็นหัวหอกสำคัญ” ในงานครั้งนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 มิติ คือ:

ด้านยอดขายสูงสุด: ยังคงเป็น Yaris Ativ ที่ครองอันดับหนึ่ง ด้วยแพ็กเกจการเป็นเจ้าของที่เข้าถึงง่ายและตอบโจทย์การใช้งานในวงกว้าง

ด้านกระแสตอบรับ: คือ Land Cruiser FJ ที่สร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดจองสะสมทั่วประเทศกว่า 800 คัน (เฉพาะภายในงานกว่า 400 คัน) โดยลูกค้าจำนวนมากตัดสินใจจองทันทีแม้จะยังไม่เห็นรถคันจริงหรือทราบราคาที่แน่นอน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและ Brand Loyalty ต่อตระกูล Land Cruiser อย่างสูงสุด

Q: จากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในขณะนี้ ทาง Toyota มีแผนที่จะปรับลดเป้าหมายยอดขายรวมในปีนี้ลงหรือไม่?

A: ในขณะนี้เรายังไม่มีการปรับเป้าหมายยอดขาย เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีความผันผวนและไม่แน่นอน เราจำเป็นต้องติดตามและประเมินผลกระทบจากปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและทิศทางเศรษฐกิจโลก หากภาพรวมมีความชัดเจนและมีข้อมูลสนับสนุนที่เพียงพอ เราจึงจะนำมาพิจารณาเพื่อทบทวน เป้าหมายการดำเนินงานอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในตอนนั้นที่สุด

Q: อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Toyota ยังคงรักษาความเชื่อมั่นและยอดจองไว้ได้ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน?

A: หัวใจหลักคือ “ความเชื่อมั่นในระยะยาว” (Long-term Trust) ลูกค้าที่เลือกเรามองข้ามความผันผวนระยะสั้นไปถึงอายุการใช้งาน 5-7 ปี ซึ่งเรามีทางเลือกที่ครบถ้วน (Multi-Pathway) ทั้งเครื่องยนต์สันดาป (ICE) และไฮบริด (HEV) โดยในงานนี้ Yaris Ativ ยังคงเป็นรุ่นที่ทำยอดจองสูงสุดเป็นอันดับ 1 เพราะเราเน้นให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายผ่าน Toyota Leasing (Thailand) ด้วยแคมเปญเริ่มต้นเพียง 2,000 กว่าบาท ตอบโจทย์กลุ่มที่ต้องการความสบายใจและไม่อยากแบกรับความเสี่ยงเรื่องค่าบำรุงรักษาในอนาคต

Q: ลูกค้าส่วนใหญ่มีการพูดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายแฝงหรือต้นทุนการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership) เมื่อเทียบกับรถประเภทอื่นอย่างไรบ้าง?

A: จากข้อมูลที่เราพูดคุยกับดีลเลอร์ ลูกค้าเรามองการณ์ไกล เขามองว่าเหตุการณ์ราคาน้ำมันผันผวนเป็นเรื่องชั่วคราว (Short-term) เมื่อเทียบกับอายุการใช้งานรถ 5-7 ปี

สิ่งที่เขามั่นใจใน Toyota คือ “ต้นทุนที่คาดการณ์ได้” ไม่ว่าจะเป็น:

ค่าประกันภัย: ที่เรามีโปรแกรมรองรับ (เช่น PHYD) ซึ่งเสถียรกว่าเมื่อเทียบกับรถประเภทใหม่ๆ ในตลาด

ราคาขายต่อ (Resale Value): ลูกค้ารู้ว่าในวันที่เขาจะเปลี่ยนรถ มูลค่าของ Toyota จะอยู่ที่ประมาณไหน ไม่ต้องไปลุ้นหน้างาน

ความสะดวกสบาย: ลูกค้าเรากลุ่มนี้ไม่ชอบความเสี่ยง ไม่อยากไปลุ้นเรื่องจุดชาร์จหรือค่าซ่อมในอนาคต เขาจึงมองว่ารถน้ำมันหรือไฮบริดของเรายังเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดในระยะยาว

 

Q: สำหรับกระแสที่ร้อนแรงของ Land Cruiser FJ ยอดจองในตอนนี้เป็นอย่างไร และจะเริ่มส่งมอบได้เมื่อไหร่?

A: Land Cruiser FJ คือปรากฏการณ์ของงานครั้งนี้ ยอดจองที่เราตั้งเป้าไว้ถูกทำลายสถิติไปตั้งแต่สัปดาห์แรก ปัจจุบันสปีดของยอดจองถือว่าสูงมาก คาดการณ์ว่าเมื่อจบงานจะพุ่งไปแตะระดับ 700 – 800 คัน ความสำเร็จนี้สะท้อนว่ามีกลุ่มลูกค้าจำนวนมากที่รอคอยรถที่มีเอกลักษณ์และสมรรถนะที่ไว้ใจได้ในราคาที่สมเหตุสมผล โดยเราพร้อมจะเริ่มทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าได้ตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม นี้เป็นต้นไป

Q: สำหรับ Land Cruiser FJ เห็นว่ามีแนวทางการทำแคมเปญที่แตกต่างออกไปจากรุ่นอื่น ผลลัพธ์เป็นอย่างไรบ้าง?

A: การทำแคมเปญของ Land Cruiser FJ สนุกมาก เพราะเราศึกษาอินไซต์พบว่าลูกค้ากลุ่มนี้ 70-80% ตั้งใจจะนำรถไปแต่งต่อแน่นอน โดยมีงบประมาณแต่งเพิ่ม อาจจะขึ้นไปถึงห้าหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท

เราจึงออกแบบแพ็กเกจที่รวมชุดแต่งเข้าไปด้วย ซึ่งปกติเวลาให้เลือกระหว่างประกันภัยกับชุดแต่ง ลูกค้าส่วนใหญ่จะเลือกประกัน แต่สำหรับ FJ มีลูกค้าเลือกแพ็กเกจชุดแต่งสูงถึง 30% ซึ่งสะท้อนว่าการออกแบบแคมเปญที่ตรงใจกลุ่ม Lifestyle เฉพาะตัวนั้นได้ผลอย่างดีเยี่ยม

Q: สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบต่อกลุ่มรถกระบะอย่างไร และ Toyota มีความกังวลในจุดนี้มากน้อยแค่ไหน?

A: เราแบ่งลูกค้าเป็น 2 กลุ่ม:

กลุ่มพาณิชย์ (Commercial): ยอดขายที่ชะลอตัวมาจาก “สภาวะเศรษฐกิจ” เป็นหลัก ไม่ใช่ราคาน้ำมัน เพราะรถคือเครื่องมือประกอบอาชีพที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวตามต้นทุนอยู่แล้ว

กลุ่มใช้งานส่วนตัว (Lifestyle): กลุ่มนี้มองความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งานและราคาขายต่อที่เสถียรเป็นหลัก ราคาน้ำมันที่ผันผวนจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เปลี่ยนใจ

Q: ความเข้มงวดของสถาบันการเงินส่งผลกระทบต่อยอดจองของ Toyota หรือไม่?

A: เราได้เปรียบที่มี Toyota Leasing (Thailand) ของเราเอง ทำให้เราสามารถบริหารจัดการและดูแลคุณภาพยอดจองได้ยืดหยุ่นกว่าสถาบันการเงินทั่วไป

ตัวเลขที่พิสูจน์ความแข็งแกร่งของเราคือ แม้ยอดจองในงานเราจะมีสัดส่วนประมาณ 13% (ราว 6,800 คัน) จากยอดรวมทั้งงาน แต่ ยอดจดทะเบียนจริงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลของเราสูงกว่า 40% สิ่งนี้ยืนยันว่าลูกค้าที่จอง Toyota คือกลุ่มที่มีความพร้อมทางการเงินสูงและต้องการรถไปใช้งานจริง อัตราการเปลี่ยนยอดจองเป็นยอดขายจริงของเราจึงยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก

Q: สรุปแล้ว ปัจจัยเรื่องไฟแนนซ์จะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายยอดขายรวมของ Toyota หรือไม่?

A: เราติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ด้วยศักยภาพของ Toyota Leasing และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าในระยะยาว ทำให้เราเชื่อมั่นว่าตัวเลขยอดขายรวมของเราจะยังคงแข็งแกร่งและเดินหน้าไปได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้ในสภาวะที่ตลาดการเงินมีความเข้มงวดก็ตาม

Q: ในมุมมองของ Toyota ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะทำให้ส่วนแบ่งตลาดของรถสันดาป (ICE) ลดลงอย่างรวดเร็วหรือไม่?

A: พลังงานไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือไฟฟ้าล้วนเป็น Global Asset ที่ราคาอ้างอิงกับตลาดโลก เมื่อราคาพลังงานโลกขยับ ทุกอย่างจะไปในทิศทางเดียวกัน โครงสร้างตลาดจึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ แต่จะเปลี่ยนไปตาม “รูปแบบการใช้งาน” (Usage Pattern) ของลูกค้ามากกว่า หากใช้งานไม่เยอะต่อวัน ส่วนต่างค่าน้ำมันกับค่าไฟไม่ได้ห่างกันมากเมื่อเทียบกับค่าเทคโนโลยีที่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่ถ้าใช้งานเยอะ รถไฟฟ้าอาจตอบโจทย์ค่าน้ำมันแต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าความสึกหรอที่เดินตามระยะทาง สุดท้ายลูกค้าจะเป็นผู้เลือกสิ่งที่ตอบโจทย์ปลายทาง (Long-term) ของตัวเองมากที่สุด

Q: ในสภาวะที่สถานการณ์โลกในหลายภูมิภาคยังมีความไม่แน่นอนสูง Toyota มีแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างไร เพื่อรักษาเสถียรภาพการผลิต?

A: เรามีการสื่อสารและทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา เพื่อติดตามสถานะของวัตถุดิบ และประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าอย่างละเอียด หากพบว่าจุดใดมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหา เราจะร่วมกันพิจารณาแนวทางการจัดหาจากแหล่งสำรองอื่นทันที เพื่อให้กระบวนการผลิตดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและไม่ติดขัด ซึ่งจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดจนถึงปัจจุบัน สถานการณ์โดยรวมยังคงเป็นไปตามแผนและยังไม่พบปัจจัยที่น่ากังวลเป็นพิเศษ นอกจากนี้เรายังคงเฝ้าระวังและเตรียมแผนสำรองไว้รองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเพื่อความมั่นใจของลูกค้าเป็นสำคัญ

Q: ท่ามกลางการเข้ามาของแบรนด์ใหม่จำนวนมากในปีที่ผ่านมา Toyota มีกลยุทธ์อย่างไรในการรักษาฐานลูกค้าและรับมือกับการแข่งขันที่สูงขึ้น?

A: ตลาดปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงสูง มีแบรนด์และโมเดลใหม่เข้ามานับสิบรุ่น แต่สำหรับ Toyota เราไม่ได้เปลี่ยนกลยุทธ์ไปตามกระแสรายวัน แต่เรายึดหลักการเดียวมาตลอดกว่า 60 ปี คือ “Customer Centric” หรือการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เรามุ่งเน้นไปที่การตอบโจทย์ความต้องการจริงของคนที่ต้องใช้รถในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ทุกอย่างยากขึ้น เราจึงทำงานร่วมกับ Toyota Leasing (Thailand) และพาร์ทเนอร์อย่างใกล้ชิด เพื่อออกแบบ Financial Package ที่ทำให้การเป็นเจ้าของรถง่ายที่สุด เช่น แคมเปญผ่อนต่อเดือนในระดับที่ต่ำเพื่อให้คนกลุ่ม Mass เข้าถึงได้จริง

 

Q: ดูเหมือนว่าแคมเปญของ Toyota จะมีความหลากหลายและเฉพาะเจาะจงมาก ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การมัดใจลูกค้าใช่หรือไม่?

A: ใช่ แคมเปญของเรามีรายละเอียดเยอะมาก เพราะความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน บางคนต้องการดาวน์น้อย บางคนต้องการดอกเบี้ยต่ำ หรือบางคนเน้นชุดแต่ง เราจึงทำการ Customize ข้อเสนอให้ตรงจุดที่สุด นอกจากเรื่องการขาย เรายังให้ความสำคัญกับ Peace of Mind ตลอดอายุการใช้งาน ตั้งแต่บริการหลังการขายที่รวดเร็ว ไปจนถึงการดูแลราคาขายต่อผ่าน Toyota Sure เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อลูกค้าจะเปลี่ยนรถในอนาคต รถของเขายังคงมีมูลค่าที่ดีที่สุด

Q: สถานการณ์ของรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง bZ4X ในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง ยอดส่งมอบเป็นไปตามที่คาดไว้ไหม?

A: ปัจจุบัน bZ4X มียอดขายสะสมอยู่ที่ประมาณ 700 กว่าคัน นับตั้งแต่เริ่มส่งมอบจริงจังในช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจและเป็นไปตามแผน

ในงานครั้งนี้ยอดจองก็ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ลูกค้ากลุ่มที่เลือก Toyota EV มักจะเป็นกลุ่มที่ไตร่ตรองอย่างละเอียด และให้ความสำคัญกับความมั่นใจในระยะยาว ซึ่งเราพร้อมตอบโจทย์นั้นด้วยมาตรฐานการดูแลแบบ Toyota

Q: สรุปแล้ว อะไรคือสิ่งที่ทำให้ Toyota ยังคงครองใจคนไทยไม่ว่าคู่แข่งจะเปลี่ยนไปอย่างไร?

A: คือการเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดูแลกันตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่แค่ในวันส่งมอบรถ ลูกค้าอยากได้อะไร อยากออกรถเงื่อนไขไหน เรามีหน้าที่จัดหาทางเลือกที่ดีที่สุดให้ตามโจทย์ที่เขาต้องการ ซึ่งการยึดมั่นในความต้องการของลูกค้าเป็นหลักคือสิ่งที่ทำให้เราเติบโตมาได้อย่างยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้

Q: จากสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความชัดเจนขึ้นและการจัดตั้ง ครม. ชุดใหม่ Toyota มีความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง?

A: เราฝากความหวังไว้กับรัฐบาลในการประคองสถานการณ์เศรษฐกิจไม่ให้เลวร้ายไปกว่านี้ ในสภาวะปัจจุบันเราอาจไม่ได้คาดหวังความเติบโตแบบก้าวกระโดดทันที แต่โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้พยุงทุกภาคส่วนให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เรายังคงเดินหน้าหารือกับภาครัฐใน 3 หัวข้อหลักที่เคยผลักดันมาตลอด คือ

1.การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อรักษาฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง

2.การกระตุ้นกำลังซื้อของลูกค้า ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาพรวม

3.การสร้างความชัดเจนของนโยบายในอนาคต ว่ารัฐบาลต้องการให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมุ่งไปในทิศทางใด

Q: แล้วในส่วนของการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) รัฐบาลควรมีแนวทางอย่างไรเพื่อให้ไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก?

A: หากเป้าหมายคือการทำให้ไทยเป็นศูนย์กลาง BEV เราต้องมองให้ครบวงจร ตั้งแต่การทำให้ไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก