HYUNDAI Santa Fe ขับสี่ แดนโสม ตัวแรกที่เข้าเมืองไทย

HYUNDAI Santa Fe ขับสี่ แดนโสม ตัวแรกที่เข้าเมืองไทย

  ถ้าใครเกิดทันอาจจะจำได้ว่า ฮุนไดยุคแรกที่เข้ามาทำตลาดในบ้านเรานั้น เป็นฝีมือของ บริษัท ยูไนเต็ด โอโต เซลส์ ภายในระยะเวลาประมาณสิบปี มีรถออกมาให้เห็นหลายรุ่น แต่เนื่องด้วย Santa Fe โฉมใหม่เพิ่งจะเปิดตัว จึงอยากจะย้อนไปดูรุ่นแรกที่เข้ามาขายในบ้านเรา เพื่อลำลึกความหลังกันซักหน่อย ไปดูกันว่า HYUNDAI Santa Fe ขับสี่ แดนโสม ตัวแรกที่เข้าเมืองไทย หน้าตาเป็นอย่างไร มีเทคโนโลยีอะไรแตกต่างจากตัวใหม่ขนาดไหน

 

ออกแบบจากอเมริกา

ก่อนอื่นนำความรู้จักกับ ซานตาเฟ่ ออฟโรดคันแรกของ “HYUNDAI” โดยหน้าตารุ่นที่เราพูดถึงนี้ได้รับการออกแบบมาจาก “California Design Center” ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใช้เวลานานถึง 27 เดือนกับเงินลงทุน 230 ล้านเหรียญยูเอส เผยโฉมในรูปของรถต้นแบบเป็นครั้งแรกในงาน “1999 North American International Auto Show” ณ เมืองดีทรอยท์ อเมริกา

รูปโฉมก็ดูเหมือนว่า แปลกตาสวยงามดี แม้จะผ่านมานานโคมไฟหน้าขนาดใหญ่เข้าชุดกับกันชนหน้าลักษณะเป็นสีทูโทนกับตัวรถก็มีขนาดใหญ่แยกส่วนแต่ว่ารับและเข้ารูปกับกระจังหน้า ซึ่งมีช่องดักอากาศเข้าไปเป่าระบายความร้อนของเครื่องยนต์

นอกจากนี้ยังติดตั้งไฟตัดหมอกไว้ที่มุมกันชนทั้งสองข้างตามความนิยมอีกด้วย บนหลังคามีแร็คไว้สำหรับยึดสัมภาระ และซันรูฟเพื่อรับแสงแดด ส่วนด้านท้ายชุดไฟติดตั้งอยู่บริเวณเสาหลังทั้งไฟหรี่ ไฟเลี้ยว ไฟเบรคและไฟถอย แยกส่วนแต่ว่าอยู่ในโคมเดียวกัน

 

เครื่อง 2 ขนาด 4 สูบ 2.35 ลิตร กับ V6 2.65 ลิตร

ในส่วนของเครื่องยนต์รุ่นแรกที่ออกมานั้นมีให้เลือก 2 ขนาด ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เบ็นซินทั้งหมด ตัวเล็กสุดก็เป็นเครื่องแถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC ความจุอยู่ที่ 2,351 ซีซี. เรียกม้าออกมาใช้งานได้ 145 ตัวที่ 5,500 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 200 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที

และเครื่องยนต์แรงสุดก็คือ V 6 สูบ 32 วาล์ว DOHC ความจุ 2656 ซีซี. ควบม้าออกมาใช้งานได้ทั้งหมด 179 bhp ที่ 6,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที

ช่วงล่างนุ่มนวลเหมือนเก๋ง

สำหรับตัวลุยในรูปแบบของ SUV ส่วนใหญ่ที่ออกมาให้เห็นกันนี้จะเผื่อไว้ให้สำหรับการขับเคลื่อนบนท้องถนนด้วย ช่วงล่างที่เขาเซ็ทมานี้ให้ความนุ่นนวลเหมือนกับรถเก๋งทีเดียว

โดยที่ด้านหน้าจะเป็นแม็คเฟอร์สันสตรัท ประกอบด้วยสตรัท คอยล์สปริง ช็อคอับ และเหล็กกันโคลงส่วนด้านหลังก็จะเป็นปีกนกสองชั้นหรือดับเบิ้ลวิชโบนพร้อมด้วยเทรลลิ่งอาร์มแบบคู่ และคอยล์สปริง-ช็อค ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ ซึ่งผลิตมาจากโรงงานเดียวกับ “PORSCHE”

โดยรุ่น “V 6” นี้จะใช้เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ซึ่งเขาเรียกว่า “H-Matic” ซึ่งเป็นเกียร์แบบ Tiptronic คือสามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ด้วยการโยกคันเกียร์ขึ้นลงเท่านั้น ส่วนรุ่น 2.4 ลิตรนั้นจะเลือกเล่นกับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ

พวงมาลัยเป็นแบบแร็คแอนด์พิเนี่ยนพร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรง หมุนจากซ้ายสุดไปขวาสุดได้ 3.0 รอบ มีรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.67 เมตร หยุดรถด้วยดิสค์เบรคทั้งหน้าและหลัง ส่วนล้อใช้อัลลอยขนาด 6.5Jx16 นิ้ว

ภายในเรียบง่ายครบครัน

ภายใน ตามสไตล์รถเกาหลีที่ดูเรียบง่ายไม่เน้นความสวยหรู แต่ว่าครบในเรื่องของอุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆ เบาะเป็นกำมะหยี่สีเทา, พวงมาลัยเพาเวอร์พร้อมระบบความปลอดภัยคือถุงลมนิรภัยซึ่งมีติดตั้งไว้ให้ทั้งด้านคนขับ และผู้โดยสารตอนหน้า  เบาะนั่งหลังสามารถพับเพื่อการบรรทุกสัมภาระได้มากขึ้นด้วย

ก็คงเป็นเพียงแค่จับมาเล่ากันใหม่เท่านั้นครับ ท้องตลาดตอนนี้น่าจะไม่เห็นตัวแรกกันแล้ว แต่รุ่นที่เป็นก่อนหน้านี้จะยังพอให้เล่นมือสองกัน  ทั้งนี้เนื่องจากว่าตอนจำหน่ายนั้นก็มียอดไม่เยอะเท่าไหร่ ราคาออกใหม่ค่อนข้างสูง  ปัจจุบันอะไหล่ไม่ต้องตามหาไม่คุ้มกับการซ่อม ที่มีใช้อยู่ถ้าไม่ดมแก๊สก็เหนื่อยเพราะ กินน้ำมันพอตัว